https://baanpet.com/

โรคทอกโซพลาสโมซิส

โรคทอกโซพลาสโมซิส

ความหมายของโรคทอกโซพลาสโมซิส

โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) หรือ Feline Fecal Disease เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากปรสิตที่เรียกว่า Toxoplasma gondii ซึ่งพบได้ในอุจจาระแมว เนื้อดิบหรือเนื้อสุกๆ มักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ โดยทั่วไปแล้ว โรคนี้มักไม่เป็นอันตรายและไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากผู้ป่วยมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือสตรีมีครรภ์ควรได้รับการรักษาทันทีหลังติดเชื้อ อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้

อาการของโรคทอกโซพลาสโมซิส

แม้ว่าปรสิตจะมีอยู่ในร่างกาย แต่ผู้ที่เป็นโรคทอกโซพลาสโมซิสมักไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ เป็นต้น ซึ่งจะหายไปภายในระยะเวลาอันสั้น ผู้ป่วยจึงไม่ทราบว่าตนติดเชื้อ แต่ผู้ป่วยบางกลุ่มควรได้รับการรักษาฉุกเฉิน ส่งผลให้อาจเกิดอาการที่เป็นอันตรายต่อสมอง ดวงตา และอวัยวะอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เคมีบำบัดหรือการปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ที่เป็นโรคเอดส์หรือการติดเชื้อ HIV อาจกระตุ้นปรสิตในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่อาการของการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น ปวดศีรษะ สับสน ทำงานไม่ประสานกัน ชัก โคม่า ไอแห้งๆ หรือหายใจไม่สะดวกเป็นเวลานาน ปวดตา และมองเห็นไม่ชัดเนื่องจากจอประสาทตาอักเสบ ผู้ที่ติดเชื้อก่อนหรือระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ที่ติดเชื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ของการตั้งครรภ์ มีโอกาสน้อยที่จะแพร่เชื้อไปยังทารก แต่มักส่งผลให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือแท้งบุตร ทารกที่รอดชีวิตมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น อาการชัก ตับโต ม้าม อาการตัวเหลือง หรือการติดเชื้อที่ดวงตาอย่างรุนแรง ทารกที่ติดเชื้อในช่วงไตรมาสที่ 3 อาจมีความเสี่ยงสูงสุดในการแพร่เชื้อไวรัสไปยังทารก แต่อาการผิดปกติมักไม่ค่อยตรวจพบ ทารกที่เกิดมาอาจมีอาการเมื่อโตขึ้น

โรคทอกโซพลาสโมซิส

สาเหตุของโรคทอกโซพลาสโมซิส

โรคท็อกโซพลาสโมซิสสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย สาเหตุของการติดเชื้อ Toxoplasma gondii มีหลายสาเหตุ ดังนี้ คุณสามารถนำแบคทีเรียเข้าไปในปากได้โดยการสัมผัสปากโดยไม่ตั้งใจ หรือหลังจากสัมผัสกับดินหรืออุจจาระแมวที่ปนเปื้อนปรสิต สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากทำความสะอาดกระบะทรายของแมว เล่นกับแมว หรือปลูกต้นไม้และไม่ล้างมืออย่างถูกต้อง การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนปรสิต โดยเฉพาะเนื้อดิบ เช่น เนื้อหมูดิบ หรือเนื้อแกะ สัตว์น้ำ เช่น หอยนางรมหรือหอยแมลงภู่ ผลิตภัณฑ์นม ผัก และผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือผ่านการฆ่าเชื้อ รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น มีดและเขียง และอุปกรณ์สำหรับจับเนื้อดิบและสัตว์น้ำ ก็สามารถทำให้เกิดการปนเปื้อนได้เช่นกัน . การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อทอกโซพลาสโมซิสในระหว่างตั้งครรภ์อาจแพร่เชื้อไปยังทารกได้ การรับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ติดเชื้อหรือการถ่ายเลือดที่ติดเชื้อ แต่มักพบได้น้อย ยิ่งกว่านั้นปรสิตตัวนี้สามารถนอนเฉยๆในคนที่มีสุขภาพดีได้ แต่แล้วเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงล่ะ? อาจเกิดจากการเจ็บป่วยหรือการใช้ยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นอีกและนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรงได้

การวินิจฉัยโรคทอกโซพลาสโมซิส

แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคท็อกโซพลาสโมซิสโดยให้ผู้ป่วยทำการตรวจเลือด ตรวจหาแอนติบอดีหรือแอนติบอดีซึ่งเป็นโปรตีนที่ร่างกายผลิตขึ้นเพื่อต่อสู้กับแบคทีเรียและยังคงอยู่ในร่างกายเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อในอนาคต หากตรวจพบแอนติบอดีจำเพาะโรคในร่างกายแสดงว่าบุคคลนั้นกำลังติดเชื้อหรือเป็นโรคนั้น การตรวจเลือดตั้งแต่เริ่มต้นของการติดเชื้ออาจไม่ตรวจพบแอนติบอดีแม้ว่าผู้ป่วยจะติดเชื้อจริงก็ตาม เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้ผลิตแอนติบอดี้ แพทย์อาจนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพอีกครั้ง

การรักษาโรคทอกโซพลาสโมซิส

คนไข้ที่มีสุขภาพดีมักไม่ต้องการการรักษา แต่หากมีอาการของภาวะทอกโซพลาสโมซิสเฉียบพลัน แสดงว่ามีอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อดวงตาและอวัยวะภายในอื่นๆ ได้ แพทย์อาจสั่งยารักษาโรคมาลาเรีย เช่น ไพริเมทามีน และยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลฟาไดอะซีน ยาเหล่านี้อาจใช้ร่วมกับกรดโฟลิกเพื่อป้องกันการขาดวิตามินบี 9 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ หรือคุณสามารถใช้ไพริเมธามีนร่วมกับคลินดามัยซินได้ มีวิธีการรักษาที่หลากหลายสำหรับ toxoplasmosis ในหญิงตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการติดเชื้อและความรุนแรงของการติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อภายใน 16 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ เช่น สไปรามัยซิน เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาไพริเมธามีนหากคุณติดเชื้อหลังจากสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ หรือหากทารกในครรภ์ติดเชื้อ ซัลฟาไดอะซีน กรดโฟลิก และลิวโคโวริน ยาทั้งสองชนิดสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ เช่น การกดไขกระดูกที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด ทำให้เกิดพิษต่อตับ เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม : โรคเกี่ยวกับสัตว์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร : baanpet